ประวัติเมืองพาน

เมืองพาน มิติทางประวัติศาสตร์

เมืองพาน เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ดินแดนแห่งนี้นับว่ามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานเป็นอย่างยิ่ง หากแต่ยังขาดผู้ที่สนใจและศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ จึงทำให้องค์ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเลือนหายไป หากจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเมืองพานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองถึงลักษะ ทางกายภาพของเมืองพานเป็นอันดับแรก เนื่องจากลักษณะภูมิศาสตร์กายภาพถือว่ามีความสำคัญต่อการตั้งถิ่นฐานของ มนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
เมืองพาน แทรกตัวอยู่บริเวณที่ซึ่งนักภูมิศาสตร์เรียกว่าแอ่งเชียงราย แอ่งเชียงรายได้แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ทางตอนเหนืออันเป็นที่ราบลุ่มน้ำกกและทางตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของล้านาตะวันตก [1] อาจจะกล่าวได้ว่าเมืองพานอยู่แอ่งเชียงรายทางตอนกลาง เนื่องจากว่าเป็นรอยต่อระหว่างเขตจังหวัดพะเยาและเชียงราย ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของเมืองพานนั้นเป็นที่ราบลุ่ม ปฐพีสัณฐานเป็นสภาพพื้นที่ราบเรียบหรือเกือบราบเรียบ เนื่องจากกาสะสมตัวของตะกอนลำน้ำ ที่พัดพามาทั้งระยะใกล้และระยะไกลจึ่งมีเนื้อดินแตกต่างกันมาทั้งดินทรายและ ดินเหนียวสลับกัน ส่วนใหญ่เป็นดินลึกมีความอุดมสมบูรณ์เหมาสมกับการเพาะปลูก [2] มีเทือกเขาผีปันน้ำตะวันตกอยู่ทางด้านทิตตะวันตก ภูเขาที่สูงที่สุดคือ ภูเขาดอยหมอก เป็นภูเขากั้นเขตอำเภอพาน กับอำเภอเวียงป่าเป้า และแนวเขาด้านตะวันตกของเมืองพานนี่เอง อันเป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำหลายสายรวมไปถึง น้ำแม่ส้าน และน้ำแม่คาว แม่น้ำสายเล็กๆที่หล่อเลี้ยงผู้คนในเมืองพานมาช้านาน ลำน้ำแม่ส้านนั้นได้ไหลจากตำบลป่าหุ่ง ผ่านตำบลเมืองพาน ผ่านตำบลหัวง้มไปประจบกับแม่น้ำแม่ฮ่างที่ตำบลดอยงาม ส่วน ลำแม่น้ำคาว ได้ไหลออกจากตำบลสันกลาง ผ่านตำบลสันติสุข ผ่านตำบลเจริญเมือง ผ่านตำบลแม่อ้อ ผ่านตำบลสันมะเค็ด ไปบรรจบลำน้ำแม่พุง อำเภอป่าแดด ทางทิศตะวันออกมี ดอยด้วน หรือ ดอยหัวง้ม [3] ดอยแห่งประวัติศาสตร์ที่มีการกล่าวถึงในตำนานและพงศาวดารต่างๆมากมาย เป็นเทือกที่เขาทอดตัวยาวจากทิศเหนือลงใต้ จนถึงจังหวัดพะเยา ทางด้านทิศเหนือติดกับเขตอำเภอแม่ลาวจังหวัดเชียงราย และทิศใต้ติดกับอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา
เมืองพานมีลักษณ์ภูมิอากาศแบบฝนเมืองร้อน (Savanna Climate) หรือแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน หรือแบบสวันนา
- ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนตุลาคม จะมีฝนตกหนักมากประมาณเดือนกรกฏาคม ถึงเดือนกันยายน
- ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม หรือเดือนกุมภาพันธ์ อากาศค่อนข้างหนาว เนื่องจากได้รับลมจากทิศเหนือและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผัดผ่านประเทศจีนนำเอาความแห้งแล้งและความหนาวเย็นเข้ามา บางปีอุณหภูมิต่ำถึง 6 องศาเซลเซียส
- ฤดูร้อน เริ่มร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม ในฤดูร้อนอากาศร้อนเนื่องจากเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ตั้งฉากเคลื่อนตัวใกล้ เข้ามา บางปีอุณหภูมิสูงถึง 30 องศาเซลเซียส
ด้วยภูมิลักษณะต่างๆดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วเมืองพานถือได้ว่าเป็นแหล่งที่ เหมาะแก่การอยู่อาศัยของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์บริเวณถ้ำ พระบ้านนิคมแม่ลาว[4] ในพื้นที่เขตอำเภอพานปัจจุบัน วิวัฒนาการต่อมาเมื่อชุมชนขยายขึ้นมีการสร้างเมืองขนาดเล็กๆ ส่วนมากอยู่ต่างเชิงเขา[5] ซึ่งก็มีการค้นพบมากเช่นกัน มีร่องรอยของเวียงโบราณซึ่งปรากฏลักษณะของคูน้ำคันดินและซากโบราณสถานกระจาย ตัวอยู่ทั่วไป รวมไปถึงเศษเครื่องปั้นดินเผา เตาเผา ที่มีการค้นพบที่บริเวณบ้านโป่งแดง บ้านหนองผักจิก แสดงให้เห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ ครั้นอดีต และเป็นแหล่งเตาเผาที่สำคัญแห่งหนึ่งในดินแดนล้านล้าน ซึ่งจะได้กล่าวในหัวข้อต่อไป

***สภาพภูมิประเทศ ที่ค้นพบเตาเผาสังคโลก บ้านหนองผักจิก ต.ทรายขาว อ.พาน ยุคเดียวกับ เวียงกาหลง****

***ป้ายทางราชการแสดงการขุดค้นตรวจสอบโบราณสถานของกรมศิลปากร***

***สภาพเตาเผาโบราณ ยุคเดียวกับเวียงกาหลง***
เมืองพานในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 24

จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าดินแดนแห่งนี้มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาเป็น เวลาช้านานแล้ว โดยเฉพาะร่องรอยของเมืองโบราณต่างๆซึ่งกระจายตัวอยู่ให้เห็นโดยทั่วไปในเขต พื้นที่อำเภอพาน ย้อนไปถึงก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งสัณนิฐานว่าก่อนที่จะมีการเรียกว่า เมืองพาน ดินแดนแถบนี้คงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรภูกามยาว และคงจะเป็นเมืองหน้าด่านทางด้านทิศเหนือของอาณาจักรดังกล่าวนี้ อินทร์ สุใจ ได้กล่าวไว้ในเอกสาร ประวัติอำเภอพานว่า เมืองพาน หรืออำเภอพานในอดีต...ประมาณปี พ.ศ. 1639 ก่อนอาณาจักรสุโขทัยรุ่งเรือง 200 ปี พญาสลีจอมธรรม เป็นผู้ครองอาณาจักรภูกามยาวหรือ พะเยาในปัจจุบัน
ภูกามยาวสมัยพญาสลีจอมธรรมมีหัวเมืองต่างๆ อยู่ในความปกครองจำนวน 36 ปันนา คำว่า ปันนา หมายถึง หัวเมือง อำเภอพานเป็นปันนาหนึ่งใน 36 ปันนาในขณะนั้นมีชื่อเรียกว่า ปันนาคัว (เมืองคัว) เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ ปันนาคัว เป็นหัวเมืองที่มีความสำคัญยิ่งของอาณาจักร ภูกามยาว เพราะเหตุว่า นอกจากจะเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์แล้วยังเป็นเมืองหน้าด่านติดกับอาณาจักรไชย นารายณ์ (เชียงราย)
ต่อมาปันนาคัว ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เรียกว่า เมืองแจ้พราน ในสมัยพญาเจื๋องเป็นผู้ครองภูกามยาว
การที่ปันนาคัวเปลี่ยนชื่อเป็นแจ้พราน เพราะเหตุว่า พญาเจืองได้ยกทัพผ่านปันนาคัว เพื่อไปช่วยพระปิตุลาชื่อ ขุนชิน (เจ้าเมืองเจียงแสน) ซึ่งกำลังสู้รบกับพญาแก๋วในขณะที่พญาเจื๋องยกทัพผ่านปันนาคัวนั้นมีนายพราน ผู้หนึ่งผ่านมาพบกองทัพของพระองค์ แต่ไม่ได้หยุดคารวะพระองค์จึงตรัสสั่งคนหาญ (ทหาร) จับตัวนายพรานผู้นั้นมัดแช่ในลำน้ำแม่ฮ่าง 1 วันกับ 1 คืน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปันนาคัวจึงเรียกใหม่ว่า เมืองแจ้พราน (แช่พราน)
ต่อมาในสมัยเจ้าคำแดงเป็นผู้ครองอาณาจักภูกามยาว ได้ส่งราชโอรสคือ เจ้าคำลือ มาครองเมืองแจ้พรานเจ้าคำลือได้เล็งเห็นความสำคัญของเมืองแจ้พราน จึงได้เกณฑ์ผู้คนสร้างเมือ และขุดคือเมืองขึ้นใหม่ (คือเมือง หมายถึง คูเมือง) เพื่อป้องกันข้าศึกและเนื่องจากเจ้าคำลือเป็นผู้มีนิสัยเด็ดเดี่ยว เด็ดขาด ใจร้อน ทำการสิ่งใดไม่ชอบชักช้าชาวเมืองจึงขนานนามพระองค์ว่า พญาห้าว เมืองแจ้พรานจึงถูกเรียกใหม่ว่า “เวียงห้าว” ปัจจุบันยังมีหลักฐานคูเมือง ซากเมืองเก่าและวัดปรากฏให้เห็นอยู่ ณ บ้านดงสันป่าหนาด ต.เวียงห้าว อ.พาน จ.เชียงราย

เมืองพานยุคหลัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2101 เป็นต้นมา การเมืองในล้านนาเกิดยุทธภัยถูกบุเรงนองรุกรานยึดได้และทั้งหมดตกอยู่ใน อำนาจของพม่าเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองทั้งหมด ชาวแช่พรานหรือเมืองพาน พากันอพยพหลบหนีภัย ที่ไปไม่ทันก็ถูกกวาดต้อนอพยพไปอยู่ยังถิ่นที่พม่าบังคับให้ไป จนที่สุดเมืองพานก็ร้าง กลายเป็นที่อยู่ของชาวป่า เช่น ชาวลัวะ มีคนไทยวนอยู่ปะปนบ้าง ส่วนที่พอมีก็ทางเชิงดอยหัวง้ม


เรื่องราวของเมืองพานจากตำนานเอกสาร

เรื่องราวของ “เมืองพาน” ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ต่อยมีการกล่าวถึงดินแดนแห่งนี้มากนัก เมืองพานเป็นเมืองที่พบเครื่องปั้นดินเผา แต่กระนั้นเรื่องราวของเมืองพานไม่ปรากฏในตำนานมากนัก สันนิษฐานว่าเมืองนี้อาจจะตั้งขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์มังรายก็เป็นได้ มีตำนานกล่าวถึงเมืองพานนี้น้อยครั้งหรือมิเช่นนั้นเมืองพานอาจจะเป็นเมือง เล็ก ๆ ไม่มีบทบาทด้านการเมือง จึงไม่มีการกล่าวถึง และเป็นที่น่าสังเกตเช่นกันว่า เวียงกาหลง ซึ่งเป็นแหล่งเครื่องปั้นดินเผาที่สำคัญในสมัยโบราณก็ไม่พบปรากฏชื่อเมือง เช่นนี้ในตำนาน ถ้าจะคิดว่าเมืองที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมเล็ก ๆ ตำนานไม่มีโอกาสเขียนถึงเพราะไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ ให้กล่าวถึงอาจจะเป็นได้ เมืองพานกล่าวถึงในสมัยที่บ้านเมืองเชียงใหม่จลาจล มีการลอบปลงพระชนม์พระเมืองเกษเกล้า แล้วขุนนางก็เสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์เชียงใหม่ เมืองพานนี้กล่าวถึงว่าเจ้าเมืองพานมีบาทบาทในการร่วมอัญเชิญพระไชยเชษฐา แห่งมาเป็นกษัตริย์เชียงใหม่ และเมื่อพระอุปโยราชมาเป็นกษัตริย์เชียงใหม่แล้ว ทรงโปรดแต่ตั้งให้ขุนนางไปกินเมืองต่าง ๆ ในการแต่งตั้งครั้งนี้พระยาวชิรอำมาตย์ไปกินเมืองพาน ดังความว่า
“...เจ้า หมื่นสามล้านอ้ายเจ้าเมืองนคร หมื่นแก้วเจ้าเมืองเชียงราย หมื่นมโนเจ้าเมืองเชียงแสน หมื่นยี่เจ้า เมืองพาน หมื่นหนังสือหลวง เจ้าขุนทั้งหลายพร้อมกันยังเชียงแสน จึงหื้อหมื่นตาแสงพ่อน้อย ไปราธนาพระเจ้าล้านช้าง ก็รับปฏิญาณว่าจักมากินเมืองเชียงใหม่...”
“พระเป็นเจ้าอุปเยาว์ทานยังสิรินามทักยศศักดิ์แก่เสนาอามาตย์ทั้ง หลาย...พระยาสุทธสนะกินเชียงแสน พระยาวชิรอำมาตย์กินเมืองพาน และพระยาลือชัยกินเชียงราย...” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า 72 และ 75)
หลังจากนี้แล้วเมืองพานปรากฏหลักฐานอีกครั้งหลังจากที่พระนางวิสุทธิเทวี กษัตริย์เชียงใหม่เชื้อสายพญามังรายองค์สุดท้ายสิ้นพระชนม์ พม่าส่งกษัตริย์เข้ามาปกครองเชียงใหม่ ในกาลนี้โปรดให้นางพระยา ซึ่งไม่บอกชื่อไปกินเมืองเชียงแสน 3 ปีต่อมาย้ายให้ไปกินเมืองพาน ดังความว่า
“จุลศักราช 940 ตัว (พ.ศ. 2121) ปีขาล สัมฤทธิ์ศก พระนางวิสุทธิเทวีทิวงคตในปีนั้น เอาคำหมู่ไปกินเมืองเชียงแสน...ให้นางพระยากินเชียงแสนได้ 3 ปี แล้วยายมากินเมืองพาน (ตำนานราชวงศ์ปกรณ์ หน้า 379 ในประชุมตำนานล้านนาไทย เล่ม 1)
แต่อย่างไรก็ตาม ในหนังสือ คู่มือชีวิต สมเด็จพระญาณสังวรสมแด็จพระสังฆราช และเตี่ยกับบางส่วนเสี้ยวแห่งชีวิต พิมพ์เป็นอนุสรณ์เนื่องในงานบรรจุสังขาร นายเล็กจิว แซ่ฉั่ว ซึ่งเป็นชาวจีนรุ่นเรกๆที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองพาน ได้มีบทความที่เขียนถึงประวัติเมืองพานไว้ว่า “เมืองพานหลังจากรกร้างมานานได้ก่อตั้งขึ้นมาเป็นเมืองโดย คนไต ต่องสู่ และม่าน คนไตมีจำนวนมากที่สุด คนไตรุ่นแรกๆที่มาเป็น กลุ่ม “ ไตน้ำคง” หรือกลุ่มไตน้ำสาละวิน ซึ่งอพยพมาจาก “เมืองพาน” ในรัฐฉาน ซึ่งตังอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดเชียงราย ห่างดอยแม่สะลองประมาณ 120 ก.ม. คนตะกูลไตนั้นมีวัฒนธรรมร่วมกันประการหนึ่งคือ นิยมใช้ชื่อถิ่นที่อยู่หรือชุมชนเดิมของตนเองไปตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านใหม่ที่ สมาชิกชุมชนนั้นแยกตัวออกไปตั้ง ไตน้ำคง เมื่อมาตั้งถิ่นฐานใหม่ริมน้ำแม่ส้าน จึงได้ขอยืมชื่อ “เมืองพาน”บ้านเก่าเมืองเดิมของตนมาเป็นชื่อหมู่บ้านใหม่” หากข้อความข้างต้นเป็นข้อเท็จจริง คำว่า “เมืองพาน” ที่ปรากฏทั้งในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และราชวงค์ปกรณ์ คงหมายถึง เมืองพาน ที่อยู่ในเขตรัฐฉาน ของพม่า หรือเมืองพาน ที่อยู่ในเขต จังหวัดเชียงราย ก็อาจเป็นไปได้ทั้งคู่ แต่ก็ต้องมาวิเคราะห์กันว่า เมืองพาน ในเขตรัฐฉานในสมัยดังกล่าวนั้นยังอยู่ภายใต้การปกครองหรือเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรล้านนาหรือไม่อย่างไร และเมืองพานที่ตั้งขึ้นมาใหม่นั้นก่อตั้งขึ้นในสมัยใด ซึ่งก็ต้องศึกษากันต้องไป
เป็นที่น่าสังเกตว่า เมืองพาน ในช่วงเวลาหนึ่งได้ขึ้นตรงต่อลำพูน ทั้งที่มีระยะทางที่ห่างไกลกันและอาณาเขตภูมิประเทศ ก็ไม่ได้ติดต่อกัน หลังจากที่ผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าพบว่า ใน “ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ของพระเจ้ากาวิละ อันเป็นยุคฟื้นฟูบ้านเมืองที่สำคัญยุคหนึ่งนั้น เป็นยุคที่มีการกวาดต้อนผู้คนทางภาคเหนือของล้านนาเข้ามาเป็นจำนวนมาก เช่นชาวไทเขิน ไทลื้อ รวมไปถึงคนไตและคนเมืองที่อยู่ฝั่งแม่น้ำสาระวิน การกวดต้อนของพระเจ้ากาวิละนั้นจะกวดต้อนมาทั้งระบบสังคมกล่าวคือจะมาทั้ง ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองของแต่ละเมืองนั้นๆ เช่น กวดต้อนชาวไทลื้อจากเมืองยอง มาไว้ที่ลำพูน เป็นต้น แล้วแต่งตั้งให้น้องทั้งเจ็ดคน(ซึ่งเรียกว่า เจ้าเจ็ดตน) ครองเมืองต่างๆในล้านนา แล้วเจ้าเมืองที่ครองเมืองต่างๆนั้นก็จะแบ่งสายไปครองเมืองเล็กเมืองน้อยอีก ต่อหนึ่ง เช่น เจ้าเมืองลำปางก็จะส่งคนไปครองเมืองงาว เจ้าเมืองลำพูนก็จะส่งคนไปครองเมืองพาน[6]
ซึ่งสอดคล้องกับ อินทร์ สุใจ ได้กล่าวไว้ใน ประวัติอำเภอพานว่า “ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประมาณ พ.ศ. 2380 เจ้าหลวงดาราฤทธิเดช แห่งเมืองลำพูนให้อพยพเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนจากเมืองล้านนาตอนบน เช่นเมืองเชียงตุง สิบสองปันนาและเมืองยอง มาอยู่ที่เมืองเวียงห้าวซึ่งเป็นเมืองร้าง
เมื่ออพยพเชลยศึกจากลำพูนมาอยู่ที่เมืองร้างนั้นมีหัวหน้าชื่อนายจินดา โจร เมื่อไปถึงต่างช่วยกันบูรณะเมืองร้างจนกลายเป็นเมืองใหม่ขึ้นมา แล้วตั้งชื่อว่า เมืองพาน (พาน หมายถึง พานพบ, พบปะบางตำนานก็ว่า พานมาจากคำว่า ฟาน เพราะบริเวณนั้นมีเก้ง มีฟานมาก แม้จะสร้างเมืองใหม่แล้วแต่การทำมาหากินฝืดเคืองประกอบกับมีผู้คนตกน้ำแม่ ส้านซึ่งเป็นแม่น้ำลึกใหญ่ไหลผ่านเมืองในขณะนั้น ดังนั้นจึงย้ายเมืองมาตั้งใหม่ ณ บ้านเก่าในปัจจุบันให้ชื่อว่า “บ้านสันเค็ดเก๊า” (หมายถึงบ้านที่เคยตั้งอยู่แต่เดิมมา) และตั้งชื่อวัด ตรงกับชื่อเมืองด้วย “สันเค็ดเก๊า” คือวัดบ้านเก่า หรือวัดเกตุแก้วในปัจจุบัน
ต่อมานายจันดาโจร ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็นพญาหาญ ตั้งบ้านอยู่ทางทิศเหนือของวัดเกตุแก้ว และได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าเมืองคนที่ 1 และมีพญาไชยเฒ่า พญาไชยชนะสงครามเป็นเจ้าเมืองคนที่ 2 และ คนที่ 3 ตามลำดับ”
ในสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ 20 ได้บันถึงปูมของเมืองพานไว้อีกแง่มุมหนึ่งว่า อ.พานเดิมเป็นเมืองขึ้นกับจังหวัดลำพูน ตั้งขึ้นเมื่อราว พ.ศ.2450 เหตุที่ตั้งเป็นเมืองนั้น ได้ความว่าภูมิประเทศของเมืองนี้อยู่ในเขตจ.ลำปาง ครั้งหนึ่งมีพรานชาวลำพูนคนหนึ่งเที่ยวล่าสัตว์ ไปยิงช้างสำคัญของเจ้านครลำปางตาย เจ้านครลำปางจึงขอให้เจ้านครลำพูนใช้ราคาช้าง เจ้านครลำพูนก็ยอม แต่ขอท้องที่แถบนั้นเป็นของลำพูน เจ้านครลำพูนจึงตั้งพ่อเมืองไปรักษาเก็บส่วย ต่อมาราวพ.ศ.2443 ทางราชการได้ตั้งเป็นกิ่งอำเภอขึ้นกับจ.ลำพูน ถึงพ.ศ.2447 ทางราชการเห็นว่าเขตกิ่ง อ.เมืองพาน ไม่ได้ติดต่อกับลำพูนเลย จึงยกให้ไปขึ้นกับ อ.แม่ใจใต้ จ.เชียงราย อยู่ราว 2ปี จึงรวม อ.แม่ใจใต้กับกิ่งอ.เมืองพานเป็น อำเภอเมืองพาน เปลี่ยนชื่อเป็น อ.พาน เมื่อปี พ.ศ.2481

***ภาพความเสียหายหลังแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ เมื่อ 5 พ.ค.2557 บริเวณโชว์รูมบริษัทเชียงรายสินธานี ในตลาดพาน***

***ผู้คนแตกตื่น ภายหลังเกิดแผ่นดินไหว ในภาพบริเวณถนนหน้าตลาดพาน 5 พ.ค.57 เวลาประมาณ18.30 น.***

***ภาพหอระฆังวัดป่าหัด ต.ป่าหุ่ง อ.พาน เสียหายพังราบเป็นหน้ากลอง หลังเกิดแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์***

ที่มา http://www.pantown.com/group.php…

  • เว็ปไซต์ข่าวพาน108

  • ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปและมะม่วงแช่อิ่มไตรรัตน์

  • สำนักงานกฎหมายสุนทรเจริญสรวลทนายความ

Visitors: 1,459,268